ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
GOV AI Automation · อปท. ทั่วประเทศ
M3Thailand M3THAILAND GOV AI AUTOMATION

Digital transformation

การรับมือภัยพิบัติ อปท.: ใช้ AI ช่วยตรงไหนได้ และตรงไหนไม่ควรใช้

การรับมือภัยพิบัติ อปท.: ใช้ AI ช่วยตรงไหนได้ และตรงไหนไม่ควรใช้

เมื่อเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มักจะต้องเผชิญกับภาระงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่หนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็นเหตุน้ำท่วมขัง น้ำป่าไหลหลากในฤดูฝน ปัญหาภัยแล้งขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค หรือปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันในช่วงฤดูแล้ง งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงสมาชิกอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) และผู้บริหาร อปท. ต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่

ในยุค Digital Transformation เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรทุกภาคส่วน อย่างไรก็ตาม ในบริบทการรับมือภัยพิบัติของ อปท. การนำ AI มาใช้จำเป็นต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุน ไม่ใช่ผู้รับผิดชอบหลัก การแบ่งแยกหน้าที่ระหว่างเทคโนโลยีและการตัดสินใจของมนุษย์อย่างถ่องแท้ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

งานที่ AI ช่วยได้จริง: การประมวลผลข้อมูล สรุปผล และงานเอกสารฉุกเฉิน

ศักยภาพหลักของ AI โดยเฉพาะในกลุ่ม Generative AI และระบบประมวลผลภาษา คือการจัดการกับข้อมูลปริมาณมากในเวลาอันสั้น ซึ่งช่วยลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ซับซ้อนของเจ้าหน้าที่ในภาวะฉุกเฉินได้อย่างมีนัยสำคัญ

ขอบเขตงานที่ อปท. สามารถนำ AI มาปรับใช้ปฏิบัติงานได้จริง ได้แก่:

  • การร่างประกาศและสื่อแจ้งเตือนภัย: AI สามารถช่วยเรียบเรียงข้อความแจ้งเตือนภัยน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือไฟป่า จากข้อมูลวิชาการที่ซับซ้อนให้กลายเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับการสื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ เช่น LINE OA, Facebook Page หรือหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน โดยสามารถปรับเปลี่ยนโทนเสียงให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว
  • การคัดแยกและจัดหมวดหมู่คำร้องเรียน: ในช่วงเกิดเหตุฉุกเฉิน จะมีประชาชนแจ้งเหตุเข้ามาผ่านช่องทางออนไลน์และสายด่วนเป็นจำนวนมาก AI สามารถช่วยวิเคราะห์ข้อความ คัดแยกประเภทภัยพิบัติ ระดับความเร่งด่วน และจัดหมวดหมู่พื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ศูนย์สั่งการสามารถกระจายงานไปยังหน่วยปฏิบัติการได้อย่างเป็นระบบ
  • การสรุปรายงานสถานการณ์ (SitRep): เจ้าหน้าที่สามารถใช้ AI ในการประมวลผลสรุปรายงานประจำวันจากข้อมูลที่ อปพร. หรือทีมงานในสนามส่งเข้ามา เพื่อทำสรุปผู้บริหารให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และความต้องการความช่วยเหลือในภาพรวมได้อย่างรวดเร็ว
  • การจัดทำคู่มือและแนวทางปฏิบัติ (SOP): AI สามารถช่วยร่างกรอบแนวทางการเตรียมความพร้อมและขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐานสำหรับการรับมือภัยพิบัติแต่ละประเภท เพื่อให้หน่วยงานใช้เป็นโครงร่างในการนำมาปรับปรุงให้เข้ากับบริบทของพื้นที่ต่อไป

“AI มีประโยชน์อย่างยิ่งในการทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยจัดระเบียบข้อมูลและเรียบเรียงเอกสาร เพื่อให้เจ้าหน้าที่หน้างานมีเวลาเน้นย้ำกับการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จริงมากขึ้น”

งานที่ต้องใช้ “คน” ตัดสินใจ: การอนุมัติ การสั่งการ และการบริหารจัดการหน้างาน

แม้ว่า AI จะมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล แต่งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นงานที่เกี่ยวพันกับชีวิต ทรัพย์สิน และข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด จึงมีหลายมิติที่ต้องใช้ดุลยพินิจและคุณค่าจากมนุษย์เท่านั้น

ภารกิจที่ไม่ควรพึ่งพา AI ในการตัดสินใจ ได้แก่:

  • การอนุมัติการอพยพและการประกาศพื้นที่ประสบภัย: การตัดสินใจประกาศอพยพประชาชน หรือการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องใช้การยืนยันข้อมูลเชิงประจักษ์และการตัดสินใจของผู้บริหาร อปท. ร่วมกับคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ไม่สามารถอ้างอิงจากการประมวลผลของ AI เพียงอย่างเดียวได้
  • การจัดสรรงบประมาณและการสั่งซื้อจัดจ้างฉุกเฉิน: การอนุมัติใช้วงเงินงบประมาณสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ หรือการแจกจ่ายถุงยังชีพ ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบตามระเบียบพัสดุและกฎหมายการเงินการคลัง ซึ่งต้องการความโปร่งใสและการรับผิดชอบโดยบุคคล
  • การประสานงานต่างหน่วยงานและการบริหารความรู้สึก: การสั่งการ อปพร. การประสานงานร่วมกับฝ่ายปกครอง ทหาร หรือหน่วยงานระดับจังหวัด รวมถึงการลงพื้นที่ปลอบขวัญและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประสบภัย เป็นงานที่ต้องใช้ทักษะการบริหารจัดการและการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน (Empathy) ที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้
  • การยืนยันสถานการณ์จริงในพื้นที่: ข้อมูลสภาวะอากาศ หรือระดับน้ำจากแบบจำลอง ต้องได้รับการตรวจสอบและยืนยันโดยเจ้าหน้าที่ป้องกันฯ หรือ อปพร. ในพื้นที่จริงก่อนดำเนินการสั่งการเสมอ เนื่องจากปัจจัยทางกายภาพท้องถิ่นอาจมีความซับซ้อนเกินกว่าเทคโนโลยีจะครอบคลุมได้ทั้งหมด

ข้อควรระวังสำคัญ: ข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และการตรวจทานผลลัพธ์

การประยุกต์ใช้ AI ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำเป็นต้องคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาลข้อมูลและความปลอดภัยทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยมีข้อควรระวังสำคัญ 2 ประการที่ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ต้องยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ:

1. การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Protection)
ในกระบวนการรับแจ้งเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัย มักมีการบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน ภาพถ่ายผู้ประสบภัย เบอร์โทรศัพท์ หรือข้อมูลสุขภาพ ข้อห้ามสำคัญคือ ห้ามนำข้อมูลส่วนบุคคลระบุตัวตนเหล่านี้ป้อนเข้าสู่ระบบ AI ประมวลผลสาธารณะ (Public AI) โดยเด็ดขาด หากจำเป็นต้องใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูล ให้ทำการปกปิดหรือตัดข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลออกก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลและปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA

2. การตรวจสอบความถูกต้องและการป้องกันข้อมูลเท็จ (Fact-Checking & Hallucination)
ระบบ AI อาจสร้างข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรืออ้างอิงระเบียบกฎหมายที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงของหน่วยงานราชการไทยได้ (ปรากฏการณ์ AI Hallucination) ดังนั้น ข้อมูล ข้อความ หรือร่างเอกสารทุกฉบับที่สร้างโดย AI จะต้องผ่านการตรวจทานและยืนยันความถูกต้องโดยเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบก่อนนำไปเผยแพร่ ให้บริการ หรือใช้ประกอบการเสนอผู้บริหารลงนามเสมอ

แนวทางการเริ่มใช้ AI ใน อปท. แบบค่อยเป็นค่อยไป

เพื่อให้เกิดการนำ AI มาใช้ปฏิบัติงานได้จริงโดยไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อองค์กร ผู้บริหาร อปท. สามารถวางแนวทางการขับเคลื่อนได้ตามขั้นตอนดังนี้:

  • กาหนดขอบเขตการใช้งานที่ชัดเจน (Use-Case Definition): เริ่มต้นจากการกำหนดงานธุรการที่ใช้เวลามาก เช่น การร่างข้อความแจ้งเตือนภัยประจำวัน หรือการสรุปแบบสำรวจความเสียหาย ให้เป็นโจทย์แรกในการทดลองใช้ AI
  • การจัดทำคลังคำสั่งมาตรฐาน (Prompt Template): สร้างคลังคำสั่งหรือรูปแบบข้อความที่ถูกต้องตามระเบียบงานสารบรรณไว้ให้เจ้าหน้าที่ใช้ร่วมกัน เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้จาก AI มีมาตรฐาน สุภาพ และถูกต้องตามรูปแบบราชการ
  • การพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่ (Upskilling): จัดการอบรมให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่งานป้องกันฯ และผู้ปฏิบัติงาน ให้เข้าใจทั้งศักยภาพและข้อจำกัดของ AI รวมถึงสร้างความตระหนักรู้นโยบายความปลอดภัยของข้อมูล

สรุปได้ว่า AI คือเครื่องมือทรงพลังที่เข้ามาช่วยทลายข้อจำกัดด้านเวลาและภาระงานเอกสารในการรับมือภัยพิบัติของ อปท. แต่หัวใจสำคัญของการปกป้องท้องถิ่นยังคงอยู่ที่การตัดสินใจ ความเชี่ยวชาญในพื้นที่ และความเป็นมนุษย์ของเจ้าหน้าที่ทุกท่าน การใช้ AI อย่างมีสติ รู้เท่าทัน และมีธรรมาภิบาล จะช่วยยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติให้มีความพร้อมและมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน


บทความนี้ร่างขึ้นโดยระบบผลิตเนื้อหาอัตโนมัติที่ใช้ AI ของ M3 Thailand และผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้วยระบบอัตโนมัติก่อนเผยแพร่ หากพบข้อมูลที่คลาดเคลื่อน โปรดแจ้งมาที่ [email protected] เพื่อแก้ไข

ผู้เขียนและผู้รับผิดชอบเนื้อหา

ใครเป็นคนเขียนหน้านี้

มนูญศักดิ์ พิบูลพิพัฒน์

อดีตนายก อบต. · ผู้ก่อตั้ง บริษัท มัชรูม มินิสทรี มาร์เก็ตติ้ง จำกัด

เขียนจากงานบริหารในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยตรง แล้วนำมาออกแบบระบบ AI ให้ อบต. และเทศบาลใช้งานจริง · ช่วงดำรงตำแหน่งนายก อบต. ดูแลโครงการก่อสร้าง ปรับปรุง และซ่อมแซม รวม 176 โครงการ ตลอด 4 ปีงบประมาณ (เป็นผลงานในตำแหน่งบริหารท้องถิ่น ไม่ใช่งานส่งมอบของ M3Thailand)

วุฒิการศึกษา · นิเทศศาสตรบัณฑิต (การสื่อสารการตลาดดิจิทัล) มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น · รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (นโยบายสาธารณะ) มหาวิทยาลัยพะเยา

ขอบเขตที่เขียน · องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น · AI สำหรับ อปท. · รัฐบาลดิจิทัล · SEO/AEO ของหน่วยงานรัฐ

ประวัติและข้อมูลนิติบุคคลฉบับเต็ม
LINE โทร ใบเสนอราคา