เมื่อเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือสถานการณ์หมอกควันไฟป่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ถือเป็นด่านหน้าสำคัญที่สุดในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อย่างไรก็ตาม ในการปฏิบัติงานจริงของฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ตลอดจนผู้บริหาร อปท. มักพบปัญหาความล่าช้า การประสานงานที่ติดขัด หรือการแจ้งเตือนภัยที่ไม่ทันต่อสถานการณ์ ปัญหาเหล่านี้หลายครั้งไม่ได้เกิดจากความขาดแคลนงบประมาณหรือกำลังคน แต่เกิดจาก “ความเข้าใจผิดในกรอบการทำงานและการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้”
การยึดติดกับแนวทางปฏิบัติเดิมที่ไม่สอดคล้องกับสภาวะวิกฤตยุคดิจิทัล กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้งานไม่เดิน บทความนี้ได้รวบรวม 4 ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย พร้อมแนวทางแก้ไขเชิงปฏิบัติ เพื่อให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงอย่างถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย
ความเข้าใจผิดที่ 1: งานภัยพิบัติเป็นภาระของ “ฝ่ายป้องกันฯ” เพียงฝ่ายเดียว
ในหลาย อปท. เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ มักมีแนวคิดว่าการจัดการทั้งหมดเป็นหน้าที่โดยตรงของฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แต่ในความเป็นจริง การบริหารจัดการภัยพิบัติยุคใหม่ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 กำหนดให้การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นภารกิจหลักของท้องถิ่นที่ต้องบูรณาการร่วมกันทุกกองงาน
การทำความเข้าใจใหม่ที่ถูกต้อง คือ งานรับมือภัยพิบัติจำเป็นต้องใช้ข้อมูลและการปฏิบัติงานข้ามสายงาน เช่น:
- กองช่าง: รับผิดชอบข้อมูลโครงสร้างพื้นฐาน จุดเสี่ยงน้ำท่วม เส้นทางระบายน้ำ และการสนับสนุนเครื่องจักรกล
- กองสวัสดิการสังคม: ดูแลฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียงที่ต้องได้รับความช่วยเหลือด่วนเมื่อเกิดเหตุ
- สำนักปลัด / งานประชาสัมพันธ์: ดูแลช่องทางการสื่อสารและแจ้งเตือนภัยผ่านระบบดิจิทัล
หากไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกองงานไว้ก่อนเกิดเหตุ เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน ฝ่ายป้องกันฯ จะต้องเสียเวลาในการประสานขอข้อมูลพื้นฐาน ทำให้การตอบสนองต่อวิกฤตล่าช้าไปอย่างน่าเสียดาย
“การจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่การรอให้เกิดเหตุแล้วสั่งการ แต่คือการเชื่อมโยงฐานข้อมูลของทุกกองงานให้เป็นภาพเดียวกันล่วงหน้า”
ความเข้าใจผิดที่ 2: การแจ้งเตือนภัยต้องรอคำสั่งสั่งการเป็นลายลักษณ์อักษรจากส่วนกลางเสมอ
เจ้าหน้าที่หลายท่านกังวลเรื่องภาระรับผิดชอบทางกฎหมาย จึงไม่กล้าดำเนินการแจ้งเตือนภัยประชาชนในพื้นที่จนกว่าจะมีหนังสือสั่งการหรือประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานระดับจังหวัดหรือส่วนกลาง ทำให้พลาดโอกาสในการเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) ส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถขนย้ายสิ่งของหรืออพยพได้ทันท่วงที
ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ผู้บริหารท้องถิ่นในฐานะผู้อำนวยการท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการสั่งการ บังคับบัญชา และดำเนินการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในเขตพื้นที่ของตน การแจ้งเตือนภัยระดับพื้นที่บนฐานข้อมูลสถิติหรือระบบตรวจวัดความเสี่ยงจริง (เช่น ระดับน้ำ ปริมาณน้ำฝน หรือจุดความร้อน) สามารถทำได้ทันทีผ่านช่องทางดิจิทัลของ อปท. เช่น ระบบ LINE OA, เสียงไร้สายดิจิทัล หรือแอปพลิเคชันแจ้งเตือนภัยประจำท้องถิ่น การสถาปนากระบวนการแจ้งเตือนภัยที่รวดเร็วและแม่นยำจึงเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ตามกรอบอำนาจหน้าที่อย่างถูกต้อง
ความเข้าใจผิดที่ 3: แผนผังพื้นที่เสี่ยงและบัญชีทรัพยากรจัดเก็บแบบเอกสารก็เพียงพอแล้ว
ความเข้าใจผิดที่ส่งผลกระทบอย่างมากในยามวิกฤต คือการเก็บข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัย บัญชีอุปกรณ์ เครื่องจักร และรายชื่อกำลังพล อปพร. ไว้ในรูปแบบเอกสารกระดาษ หรือไฟล์แผ่นทำการ (Spreadsheet) ที่กระจัดกระจายอยู่ในคอมพิวเตอร์ของเจ้าหน้าที่รายบุคคล เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินนอกเวลาทำการ หรือมีการหมุนเวียนเปลี่ยนตำแหน่งงาน ข้อมูลเหล่านั้นมักสูญหาย หรือไม่สามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อสั่งการได้ทันที
การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ในงานป้องกันภัย ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยระบบราคาแพง แต่คือการเปลี่ยนแนวคิดจากการเก็บเอกสาร มาเป็นการทำแผนที่ความเสี่ยงดิจิทัล (Digital Risk Mapping) ที่แสดงผลตำแหน่งพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ซ้ำซาก จุดเกิดไฟป่า หรือพื้นที่ประสบภัยแล้ง ร่วมกับระบบลงทะเบียนทรัพยากรแบบศูนย์กลาง ซึ่งช่วยให้ผู้บริหาร อปท. และหัวหน้าฝ่ายป้องกันฯ สามารถมองเห็นภาพรวมของเครื่องมือ กำลังพล และจุดที่ต้องเข้าช่วยเหลือได้แบบเรียลไทม์ผ่านหน้าจอเดียว
ความเข้าใจผิดที่ 4: การประสานงานกับ อปพร. และหน่วยงานข้างเคียงเริ่มเมื่อเกิดเหตุแล้วเท่านั้น
ในหลายพื้นที่ การเรียกเกณฑ์กำลังพล อปพร. หรือการประสานขอความช่วยเหลือจาก อปท. ข้างเคียง มักเกิดขึ้นหลังจากภัยพิบัติได้สร้างความเสียหายไปแล้ว ส่งผลให้เกิดความสับสนในการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบ การซ้ำซ้อนของภารกิจ หรือการขาดแคลนอุปกรณ์สำคัญในการกู้ภัย
ความเข้าใจใหม่ที่ถูกต้องคือ การประสานงานเครือข่ายต้องทำในลักษณะ “เครือข่ายพร้อมใช้งานตลอดเวลา” โดยอาศัยเทคโนโลยีการสื่อสารดิจิทัลเป็นตัวเชื่อม เช่น การจัดทำฐานข้อมูลเครือข่าย อปพร. แยกตามทักษะความชำนาญและพื้นที่อยู่อาศัย การสร้างช่องทางสื่อสารฉุกเฉินร่วมระหว่าง อปท. ติดกันเพื่อแชร์ข้อมูลระดับน้ำหรือจุดความร้อน (Hotspot) จากไฟป่าร่วมกัน การซ้อมแผนบนระบบจำลองสถานการณ์ก่อนเกิดเหตุจริง จะช่วยลดขั้นตอนการประสานงานเอกสารในภาวะฉุกเฉิน และทำให้การปฏิบัติงานร่วมกันเป็นไปอย่างมีเอกภาพ
แนวทางขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนสำหรับผู้บริหาร อปท.
การแก้ปัญหาความเข้าใจผิดเหล่านี้ไม่ได้เริ่มต้นที่เทคโนโลยี แต่เริ่มต้นที่การวางกลยุทธ์และการบริหารจัดการของผู้บริหาร อปท. โดยสามารถดำเนินการตามแนวทางต่อไปนี้:
- ทบทวนและจัดทำแนวทางปฏิบัติมาตรฐาน (SOP): กำหนดขั้นตอนการแจ้งเตือนภัยและการบูรณาการข้อมูลระหว่างกองงานให้ชัดเจน โดยอิงตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
- ยกระดับฐานข้อมูลสู่ระบบดิจิทัล: รวบรวมข้อมูลพื้นที่เสี่ยง กลุ่มเปราะบาง และทรัพยากรให้อยู่ในระบบที่เข้าถึงได้ปลอดภัยจากทุกที่ตลอด 24 ชั่วโมง
- สร้างวัฒนธรรมการตัดสินใจด้วยข้อมูล: นำข้อมูลเชิงพื้นที่และสถิติมาใช้ในการวางแผนป้องกันก่อนเกิดเหตุ ดีกว่าการตั้งรับและจ่ายชดเชยหลังเกิดความเสียหาย
การยกระดับงานรับมือภัยพิบัติของ อปท. จากระบบเดิมไปสู่ระบบดิจิทัลที่ทำงานได้จริง ไม่เพียงแต่ช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและชีวิตของประชาชนในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือให้แก่ระบบการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
บทความนี้ร่างขึ้นโดยระบบผลิตเนื้อหาอัตโนมัติที่ใช้ AI ของ M3 Thailand และผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้วยระบบอัตโนมัติก่อนเผยแพร่ หากพบข้อมูลที่คลาดเคลื่อน โปรดแจ้งมาที่ [email protected] เพื่อแก้ไข